คิดว่าทุกคนน่าจะเคยมีคำตอบในใจว่า “โตขึ้น อยากเป็นอะไร”
บางคนได้เป็น , บางคนกำลังจะได้เป็น , บางคนได้เป็นคนละเรื่องเลย , บางคนได้เป็นแล้ว พอกันที กูไม่อยากเป็นแล้ว

พอมาถึงจุดนึง  เคยคิดกันเล่นๆมั้ยครับว่า  อะไรกันนะที่เราจะเป็น เป็นอย่างสุดท้ายจนกว่าจะเกษียณ

(ในที่นี้คือครบ60ปี ตามอายุงานทั่วๆไปนะครับ)
ผมนั้น  ตั้งแต่แว้บแรกที่ผมตัดสินใจเข้ามาบิน  ไม่เคยคิดสักแว้บว่าจะบินจนถึงวันนั้น
อย่างมากก็ 2 ปี  พอจะมีประสบการณ์กับเงินไปทำอะไรที่อยากทำต่อไป

แต่วันนี้…ผมได้พบกับวันนั้น…ของคนคนหนึ่ง

ผมได้มีโอกาสไปเยือนปูซานอีกครั้ง แต่คราวนี้ไป4วัน เป็นการไปค้างต่างถิ่นนานที่สุดตั้งแต่บินมา  ไฟลท์ที่ไปอยู่ยาวๆแบบนี้มักจะมีคนมาขอแลกตารางบินด้วย บ้างก็มากับแฟน บ้างก็พาครอบครัวมาเที่ยว

แถมบังเอิญเหลือเกินที่ผมได้มากับรุ่นพี่คณะที่น่ารักถึง2คน!!

พี่กุ๊ก38 หนึ่งในรุ่้นพี่คณะ/รุ่นพี่บริษัทผู้น่ารักแถมยังพาแม่กับพ่อมาเที่ยวเกือบยกครอบครัวขาดแต่น้องสาวผู้น่ารักไม่แพ้กันเล่าให้ฟังว่า  ไฟลท์นี้มีพี่แอร์ที่ชื่อตุ๊ก จะบินเป็นไฟลท์สุดท้าย แล้วก็จะเกษียณ

งานนี้พี่ตุ๊กพาน้องสาวมาบินด้วย  แถมลูกสาวอีกคนมาในฐานะผู้โดยสาร

นอกจากนี้ใน cock pit ยังมีลูกชายคนโตขับเคลื่อนอากาศยานอยู่ด้วย!!

ตั้งแต่รถยังไม่ออกจากศูนย์ลูกเรือ  แกนำใบปลิวเป็นปึกๆแสดงตารางเวลาทัวร์สถานที่ต่างๆในปูซานมาให้พวกเราดู

พอถึงที่หมาย  ครอบครัวพี่ตุ๊กกับพวกผมที่เหลือก็แยกย้ายไปเที่ยวตามอัธยาศัย  มีบ้างที่กลุ่มพวกผมเจอกับแกในเมืองบ้าง ที่นู่นที่นี่แถวโรงแรมโดยบังเอิญบ้าง  แน่นอนว่าทุกคนแฮปปี้ เพราะได้พักผ่อนกันอย่างจุใจ (ไม่นับคืนแรกที่ผมคึกหนักกินเบียร์กับโซจูหนักไปหน่อยจนรุ่งขึ้นอ้วกแตกอ้วกแตนได้พักผ่อนอยู่ห้องไปวันนึงเต็มๆ!)

ในวันกลับ  เครื่องAirBus A300-600 รุ่นลายครามที่ปกติlandingทีนึงคอผมแทบทรุด กลับแตะพื้นซะนิ่มราวกับเหยียบเมฆจนอดแปลกใจไม่ได้

เมื่อทุกคนขึ้นรถกลับศูนย์ฯ  กัปตันเป็นคนออกมาพูดอวยพรพี่ตุ๊ก โดยเิริ่มจากให้ข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับแกที่ไม่รู้แกไปรุ้มาได้ไง เช่น เข้าทำงานปีไหน ตอนอายุ22  ปัจจุบันอายุ55 ทำงานมา33ปี ฯลฯ

และเฉลยว่า ที่ลงจอดซะนุ่มนวลน่ะ …ฝีมือลูกชายแกเอง

เคยดูโฆษณา ปตท ตัวนึง  หัวหน้าหน่วยงานเกษียณอายุหลังจากการประจำการ ณ แท่นขุดน้ำมันกลางทะเลมานับสิบปี

ก่อนจากกัน ชายผู้เป็นหัวหน้าได้ถูกเชิญไปที่หน้าห้ิองท่ามกลางน้องๆ

ชีวิตผ่านอะไรมามาก  แต่ความรู้สึกมันจุกอกจนกล่าวได้เพียงคำอำลาสั้นๆ  ส่งต่อภารกิจให้รุ่นน้องต่อไปอย่างเรียบง่าย  ทว่าได้ใจทุกๆคน

วันนี้บินมาจวนจะ2ปีแล้ว

แม้จะยังเป็นรุ่นเด็กสุดในบรรดาลูกเรือ6พันกว่าคนก็ตาม

แม้จะเริ่มมี “อะไรที่อยากทำต่อไป” โผล่มาให้เริ่มทำแล้วก็ตาม

แต่ยังไม่อยาก

พฤหัส 28/Jan/10

ช่วงนี้เขียนบทหนังอยู่ เนื้อหามีส่วนคล้ายๆกับเรื่องตัวเองตอนเด็กๆ  ก็เลยค้นไดอารี่เก่าๆมาเปิดอ่านประกอบ  เทปเก่าๆที่เคยอัดทุกๆสถานการณ์ แล้วพบว่ามันช่างเป็นขุมทรัพย์อันล้ำค่าเหลือเกิน!

เลยคิดเอาเองว่า  ถ้าเริ่มกลับมาจดให้ถี่เท่าสมัยนั้น (ถึงจะไม่ละเอียดขนาดวาดรูปประกอบเป็นฉากๆ) อีกหลายๆปีข้างหน้า มันก็น่าจะมีประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  ที่สำคัญ คงจะช่วยจัดระเบียบความคิดอะไรๆในตัวเองได้ประมาณนึงอยู่เหมือนกัน

จากนี้ไปจึงจะจด  แบบไม่เน้นเรียบเรียงเท่าไหร่อะครับ  เน้นบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นวันๆ เว้นวันๆ เว้นสัปดาห์กันไป

ใครเข้ามาอ่านแล้ว เห็นผมขาดช่วงจด ถ้าช่วยเตือนสติให้ผมจดต่อ จักขอบพระคุณอย่างสูงค้าบบบ

27/Jan/10

ไปเสนอราคางานสปอตเสียงตามสายที่ SCG กับเกี๊ยวตอนบ่ายๆ  shot น่าจำไม่ใช่เรื่องการขาย  แต่เป็นจังหวะผมเดินกลับมาจากไปซื้อหนม ระหว่างนั่งรอลูกค้า  เป็นโถงทางเดินใต้สำนักงานใหญ่ ไอ้เกี๊ยวลุกขึ้นมาทำท่าช๊อคอ้าปากหวอ  แบบไม่มีเหตุอันควร  ผมสันนิษฐานทันควันว่ามันลืมเอาอะไรสำคัญๆมาแน่ๆ!!   “เป็นเหี้ยไรวะ อย่าบอกนะว่าลืมไฟล์งาน!”

มันยังคงนิ่งอึ้งกรามค้าง พร้อมๆกับที่ฝูงสาวๆกลุ่มหนึ่งเดินผ่านทางเดินไป

หนึ่งในนั้นหน้าคุ้นๆ…. ก่อนที่พวกหล่อนจะลับขอบตึกไป  ผมก็นึกออก

“ช่อเพชร!”

ผมเรียก แต่ไม่ทันเสียแล้ว

สักพักมันก็สบถออกมาพรั่งพรู เตะเสาเข้าไปป้าบนึงด้วยความแค้นในความป๊อดตนเอง

ไอ้เกี๊ยวก็ยังคงเป็นไอ้เกี๊ยวอยู่วันยังค่ำ5555555

เมื่อวานเจ๊เคเพิ่งให้ยืม Young At Heart มาดู แต่ไปๆมาๆผมดันหยิบ American History X ที่เพิ่งซื้อก่อนหน้าันั้นไม่กี่วันเข้าเครื่องแทน

แต่เป็นการดูรอบที่….4 หรือ 5 นี่แหละ ไม่แน่ใจ

ดูครั้งแรกประมาณ ม.3   เป็นหนังที่บันดาลใจจน  พี่ขุน ไปลงทุนสักลายนาซีที่หน้าอกแบบพระเอกในเรื่อง (ช่างเข้าใจเนื้อหาจริงๆ)

ดูรอบนี้ก็ยังคงเนื้อหาเข้มข้น  ฉากที่เป็นขาวดำ ไฮสปีดในเรื่องก็คลาสสิกไม่เสื่อมคลาย   ดูแล้วเข้าใจถึง พัฒนาการ เหตุและผลของตัวละคร มากขึ้นตามวุฒิภาวะที่มากขึ้นของตัวเอง  แม้หนังจะสร้างตั้งแต่ปี 1998

แต่หนังดี  มันไม่มีวันตกยุคจริงๆด้วยสิครับ

http://www.imdb.com/title/tt0120586/  (ข้อมูลหนัง)

ตอนนี้กำลังจะดู Young At Heart ต่อให้จบอยู่ครับ น่ารักดี

ทำไมชอบว่าเราบริการคนไทยไม่ดี

บริการดีกับฝรั่ง แต่คนไทยไม่เห็นหัว

***ความเห็นส่วนตัวล้วนๆจากที่เจอมาจริงๆ***

– ภาษา

ฝรั่งส่วนมากพูดอังกฤษได้  ส่วนคนชาติอื่นๆที่ไม่สปีคอังกฤษ   เราก็แทบสื่อสารกับเค้าไม่ได้มากไปกว่าคำง่ายๆที่ท่องๆจำๆมา

ส่วนคนไทย…  สบ๊าย

….

แต่ก็เพราะคนไทยที่พูดภาษาไทยนั่นแหละครับ!!!

ภาษาไทยมีความละเอียดอ่อนสูง  ไหนจะเกี่ยวพันกับกาลเทศะ  ไหนจะระดับอาวุโส

“ขอกาแฟหน่อยครับ”

“ขอกาแฟหน่อย”

เห็นมั้ย…แค่หางเสียงหายไป  อารมณ์ก็เปลี่ยนแล้ว (ยิ่งถ้าคนสั่งอายุน้อยกว่าเราด้วย??)

“นี่กาแฟที่สั่งครับ”

“นี่กาแฟที่สั่ง”

ถ้าเราพูดประโยคหลัง  คุณจี๊ดมั้ย

แล้วถ้ากลับกัน ระหว่าง  “ขอกาแฟหน่อย” กับ  “ขอกาแฟหน่อยครับ”  หละ??

ภาษาอังกฤษก็มีคำลงท้ายอย่าง sir , madam  แต่เชื่อผมดิ  มันไม่ซีเรียสเท่าของเราหรอก

ในความเป็นจริงเราเลือกที่รักมักที่ัชังได้ที่ไหน

แต่คนมันก็หลากหลาย   ความอดทนอดกลั้นของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน

ยิ่งเป็นคนไทยด้วยกันที่พูดกันรู้เรื่องด้วยแล้ว

ไอ้หางเสียงเล็กๆที่หายไป  บางทีมันก็เป็นชนวนให้ความอดทนอดกลั้นของบางคนขาดผึง

จนนำไปสู่ำพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์

เพราะภาษาเรานี่แหละครับ

ถ้าชมก็ชมได้ซึ้งที่สุด

แต่ถ้าด่าก็ด่าเจ็บที่สุดเหมือนกัน!!!

- ปฏิกิริยา

เวลาบริการฝรั่ง ไม่ว่าจะคุยกันอยู่หรือทำอะไร ฝรั่งจะหันมา  “Thank You” ถึง “Thank You Very Much” พร้อมกับสบตาและส่งยิ้มให้เสมอเป็นส่วนใหญ่  ส่วนชาติต่างๆจะมี response ที่ต่างๆกันไป เช่น แขก จะเอียงหัวไปมาเบาๆ , คนจีนจะเอามือเคาะๆโต๊ะ ทั้งนี้ทั้งนั้นแปลเหมือนกันว่า “ขอบคุณ”

ส่วนคนไทยด้วยกัน…อย่าว่าแต่คนอื่นเลย  ก่อนผมจะมาทำ  ผมก็ไม่เคยกล่าวขอบคุณ หรือมีปฏิกิริยาอะไรกับการให้บริการเท่าไหร่อยู่แล้ว  เพราะคิดว่าก็เป็นหน้าที่ที่มึงต้องทำนิ (คนละเรื่องกับเวลาผู้ใหญ่ให้ของแล้วแม่บอกให้เรายกมือไหว้ขอบคุณเค้านะ)

เป็นอีกเรื่องที่เล็กน้อยมากๆ…แต่บ่อยครั้งเข้ามันทำให้เราสร้างมโนภาพของชาติพันธุ์ขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ แขก

ทั้งที่แขกไม่ได้เป็นแบบนั้นทุกคนซะหน่อย

ทั้งที่ฝรั่งก็ไม่ไ้ด้ดีทุกคนซะหน่อย

ทั้งที่คนไทยก็ไม่ได้แย่ทุกคนซะหน่อย

แต่ก็อีกนั่นแหละ

ยิ่งเป็นคนไทยด้วยกัน  แม่งเลยยิ่งอดคิดไม่ได้ว่า

“แม่งคนไทยด้วยกันแท้ๆ”

“ทำไมไม่ดูแลกูเลย”

“ทำไมบริการคนนั้นดีกว่า”

พวกนี้ไม่ค่อยรู้หรอกว่าฝรั่งแม่งก็คิดเหมือนกัน

แขกแม่งก็คิด

จีนแม่งก็ึคิด (แต่โดนด่าแล้วฟังไม่ออก)

“ทำไมดูแลแต่คนไทย”

…ทั้งเรื่องจริงทั้ง“อคติ” ระคนปนกันไป

ปูซานหนาวซ่าน

5/DEC/09

บินมาปีครึ่ง แต่ก็ยังมีบางเมืองที่เพิ่งจะเคยไป    ปูซาน   ได้ยินมานาน  ว่าปูน่าทาน  หาดทรายสะอ้าน  บิกินี่ละลาน  มาถึงแต่เช้า  แต่มาหน้าหนาว จบข่าวจ้ะ

(ปูซานหรือสลัมบอมเบย์ครับ)

พี่รุ่นๆเดียวกันที่มาด้วย  สองสาวมาเที่ยวด้วยกัน  อีกคู่ พี่สจ๊วตแลกมากับแอร์เกาหลี  (จีบกันด้วยภาษาอังกฤษ)…..

เลยนัดไปกะพวกพี่ซีเนียร์ๆแทน  แต่ขอนอนเอาแรงก่อนเพราะบินมาทั้งคืน

ปูซานอยู่ใต้สุดประเทศ  ติดทะเล  นั่งเรือข้ามไปญี่ปุ่นเมือง ฟุกุโอกะได้ ภายในครึ่งชั่วโมง   เป็นเมืองที่น่า(พาพ่อแม่ผม)มาเที่ยวมาก

1. คนไทยไม่ต้องขอ VISA   เพราะในอดีตไทยเคยส่งทหารมาช่วยรบที่เกาหลีตั้งแต่ปี 2493-2497 (ช่วงสงครามเย็น หลัง WW II)

2.ไฟลท์บินมาปูซานมีน้อย  บางไฟลท์มาทีค้างรวด3คืน   ถ้าพาพ่อแม่นั่งเครื่องมา ตั๋วลดราคา แล้วยังพักฟรีอีก

3.โรงแรมอยู่ใจกลางเมือง ไม่เหมือน อินชอน ต้องนั่งรถเข้าเมืองเป็นชั่วโมง

(วิวจากหน้าต่างห้อง  หาดอยู่เพียงเอื้อม หากแต่หนาวนี้ใครจะใคร่ออกไปรับลมทะเล)

ตื่นบ่าย2  ออกไปสำรวจเมืองในอากาศเฉียดๆศูนย์องศา ดีที่แดดจ้า  ฟ้าเปิด

มาเกาหลีบ่อยก็จริง แ่ต่เดินตลาดสด  อาหารการกินบ้่านๆ ราคาย่อมเยาว์  มันไม่มีให้กินที่เมืองสนามบินอย่างอินชอนน่ะครับ

สั่งซุปกิมจิ , ซุปเต้าหู้ อย่างละหม้อ กับ หมูผัดพริก  ส่วนอีกเต็มโต๊ะนั่นเครื่องเคียงที่เค้าแถมให้ฟรี

พี่หัวหน้าผมบอก ผมก็เพิ่งสังเกต เค้าแถมให้ตามปริมาณคนกิน  ไม่มากไปไม่้น้อยไป  พอดีๆ

ความพอดีก็ต้องใช้ความพิถีพิถันนะบางที

(อันนี้ให้ทายว่ากินกี่คน)

แกงร้อนๆ แก้หนาว  หมูเผ็ดๆ กะกิมจิจืดๆ ผักฉ่ำๆเป็นใบๆ  รสชาติลงตัว สบายทั้งท้องทั้งกระเป๋า

เมื่ออิ่มท้องก็ออกลาดตระเวนตามลำพัง

เดินดุ่ยๆมีจุดหมายมั่งไม่มีมั่ง   ดูข้างทาง   ข้างทางที่ไม่ได้ตั้งใจสร้างไว้ให้คนต่างถิ่นดู

เดินเพลินเพราะไม่ร้อน แถมต้องเดินอยู่เรื่อยๆไม่งั้นจะหนาวซะอีก

จะว่าไปอากาศน่าออกกำลังกายมาก   ข้างทางบางทีมีคนเอาถุงมือมาขว้างรับลูกเบสบอลกัน  เตะบอลเดาะบอลกันไปมาบ้าง

หลงมาจนถึงโรงเรีัยนมัธยม   …ดูสนามฟุตบอลโรงเรียนป่าเขาบ้านเค้า

ในเมืองแออัด  แต่ยังพอเผื่อที่ไว้ปลูก

อาหารจานเด็ด หั่นกันสดๆ

หลงมาจนถึงวัดแห่งหนึ่งบนเขา  เงียบเหงาจนนึกว่าปิดทำการ หากแต่แลอาม่าท่านหนึ่งย่องเงียบ  หายเข้าข้างอุโบสถไปอย่างเชียบๆ  หลังทำการกดชัตเตอร์ดะประสากล้องดิจิตอลทั่วอาณาบริเวณวัด  ผมจึงย่างกรายตามคุณยายเข้าช่องลับ

ภายในเงียบกริบ

จนผมเหยียบแผ่นไม้ดังแกร่บ! นั่นแหละ

อาม่าสามสี่ม่านั่งสงบสติสมาธิบังเกิดมานานเท่าไหร่ไม่อาจทราบ  ทว่าในยามโพล้เพล้ภายในอุโบสถแสงสลัว เบื้องหน้าเทวรูป  พระพุทธรูปนานา ลวดลายเขียวมรกตดุจนกยูงรำแพนปกคลุมแทนหลังคา

เป็นที่เงียบสงัดหาที่ใดเสมอเหมือน…  กลางมหานครอันวุ่นวาย

ผมมิอาจกดชัตเตอร์   ด้วยเกรงจะทำลายสิ่งที่กำลังดำรงอยู่

หลังจากนั้นผมก็ยังไม่หยุดกระแดะครับ เดินแร่ดถ่ายรูปไปเรื่อยจนมืดค่ำ

สุดท้ายนี้  สงสัยมาก….ทำไมมันต้องไปอยู่บนนั้นอะคับ?

ธุรกิจ

อาทิตย์  29  พฤศจิกายน 2009

กลับจากสิงคโปร์  ได้นอนเต็มอิ่มกว่าดมหมอนแบบเก่า  แต่ได้ตังค์เท่าเดิม   ส้วมแตก  เครื่องส่ายจนอ้วกจะแตก  ผู้โดยสารล้น  อาหารพิเศษล้น  ไฟลนก้น ฯลฯ เหมือนเดิม

พี่แอร์ที่นั่งข้างๆทั้งไป-กลับ เป็นคนเดียวกัน  น่ารัก อัธยาศัยดี คุยไปคุยมาปรากฏว่าเรียนอยู่รั้วเดียวกัน  field of experience เลยกว้างกว่าเดิม

ปลายๆธันวาผมกะจะทำตั๋วกลับจากเชียงใหม่ช่วงไฮซีซั่นพอดี  ช่วงนี้เจอใครก็เลยถามความเห็นเป็นว่าเล่นว่าจะตกเครื่องมั้ย? ควรโทรไปล๊อบบี้กับเพอเซอร์ดีมั้ย? ฯลฯ

“พี่ก็จะไปเหมือนกัน”

“อ้าว จริงเหรอครับ  กะไปเที่ยวไหนมั่งอะพี่?”

“พี่ไปขยายธุรกิจน่ะ”

ธุรกิจ? ธุรกิจอะไรอีกครับ!?  เป็นแอร์แล้วยังทำธุรกิจอีก  ไม่กลัวใช้เงินไม่ทันเหรอครับ  (ผมไม่ได้ถามงี้หรอก)

หลังจากนั้นก็เป็นการชี้แนะ “โอกาสในการหารายได้พิเศษ” ตามมาอีกชุดใหญ่

ก่อนหน้านี้เมื่อหลายไฟลท์ก่อน  มีพี่สจ๊วตเอาเครื่องดื่มตัวเองมาดื่ม  พี่แอร์คนอื่นเห็นแปลกๆดีก็เลยถาม  พี่แกก็เริ่มบรรยายสรรพคุณว่ามันบำรุงสุขภาพงู้นงี้   พอผมเข้าไปคุยมั่ง แกก็ชวนทำธุรกิจด้วย  รายได้ดีมาก  พี่xxx รุ่นxxx  ทำจนตอนนี้เกษียณตัวเองไปแล้ว (xxxนี่ไม่ได้เซ็นเซอร์แต่ผมขี้เกียจจำ)  จังหวะนั่งรถกลับลงมาจะถึงศูนย์  แกยิ่งประชิดหนัก  แจกนามบัตร  บอกว่าคนที่ทำได้ขับเฟอรารี่บ้าง  ขับลัมโบกีนี่บ้าง

ส่วนวันนี้  ตอนจะลงกรุงเทพฯ  หลังจากไม่ได้พูดเรื่องนี้มาพักใหญ่  แกก็ควักกระดาษมาเตรียมเขียนอธิบายโครงสร้างของธุรกิจอีก

ผมก็ไม่ได้ไปซักไซ้รายละเอียดจริงจังว่ามันเป็นยังไงแน่ ไอ้งานเสริมที่พี่ทำ3เดือนแรกได้เดือนละ2หมื่น  บางคนได้เป็นแสน  พี่บางคนทำจนเกษียณตัวเองก่อนเวลา (พูดตรงกะอีกคนนึง)

ไม่ใช่ผมไม่โลภ  ผมก็อยากมีตังค์เยอะๆ  อยากได้เดือนละเป็นแสนๆเหมือนกัน! ไม่งั้นจะมาทำสจ๊วตทำไม  ถึงจะ…ไม่ได้อยากขับลัมโบกีนี่ก็เถอะ(ใบขับขี่กูยังไม่มีเลย)

แต่ตราบใดที่ถ้าผมจอยกับพวกพี่ๆ  แล้วต้องมานั่งโน้มน้าวใจกันบน jump seat แบบนี้

ผมว่าผมคงไม่ถนัดเท่าไหร่

เสียดายเวลาและโอกาสที่จะได้ทำความรู้จักกันฉันพี่น้อง

แต่กลับต้องมาคุยกันเพื่อผลประโยชน์(แบบเน้นๆ)

หรือผมมันโง่เองที่ไม่คว้าโอกาสดีๆที่พี่ๆเสนอให้ (ฉันพี่น้อง) ก็ไม่รู้ ;-p

………………………………………..

ปล. จากนี้ไปจะพยายามจดสิ่งที่น่าจดอย่างสม่ำเสมอแม้จะไม่มีใครอ่าน หรือเข้าใจว่าผมเขียนอะไรก็ตามนะครับ

จด

สวัสดีครับ

เริ่มเลยละกันจะเชื่อป่าวไม่สนแต่ผมเคยเป็นคนชอบจดไดอารี่ครับจดแล้วก็ชอบอ่านเอง ตลกเอง งงเองว่าเขียนอะไรวะกู
แต่ผมไม่เคยจดอะไรเป็นกิจลักษณะในที่สาธารณะเลยเพราะมันเขียนได้ไม่เต็มที่ไงครับเวลาคนเราเขียนไดอารี่เนี่ยมันคงต้องมีอะไรค้างคาอยากระบายตอนช่วงชีวิตรันทดแอบชอบใครก็เขียนไปเลยเต็มที่อยากจะด่าใครก็ล่อแม่งให้เละประทับใจอะไรไปเที่ยวไหนความรู้สึกตอนนั้นเป็นไงไม่ต้องบรรจงเรียบเรียงขอเพียงสาดมันลงไปบนกระดาษสำหรับผมไดอารี่มันมีไว้ใช้ยังนั้นใครเขียนไดอารี่ก็คงคิดว่ามึงไม่ต้องบอก   กูก็รู้   อีดอก  แต่พอมาจดในนี้แล้วมันเกิดอาการ “กระแดะ”ครับ
คือจะเริ่มเกร็ง มีมาด มีฟอร์มขึ้นมาโดยรู้ตัว  เพราะจดแล้วคนอื่นเข้ามาอ่านนี่หว่า  ขืนบ้าเขียนความลับโต้งๆในนี้…อะ เริ่มละตะกี๊ผมคิดว่าจะเอาคำไหนมาต่อ “ขืนบ้าเขียนความลับโต้งๆในนี้” ถึงจะดูคูลมีสไตล์ซึ่งผลออกมาคือ……ช่างแม่งเหอะขี้เกียจคิดละถึงตรงนี้อาจจะมีแค่ผมคนเดียวที่คิดก็ได้ว่าทำไมมึงไม่เว้นวรรคเว้นบรรทัดให้มันกระทัดรัดอ่านง่ายสบายตาหน่อยวะตำตอบคือผมแม่งแนวไงครับกระแดะอยากแนวทำให้อ่านยากไปงั้นเองวู้วววววววว  ถุย??
ใครยังจำครั้งแรกที่เขียนไดอารี่ได้มั้ยครับ?

ไม่รู้คนอื่นเริ่มกันยังไง   ของผมนี่เริ่มเพราะแอบชอบเพื่อนครับ  ตอนนั้นเรียนม.2/5 ห้องเดียวกะมึงน่ะแหละเกี๊ยว(แล้วผมก็เรียนห้องเดียวกะมันมานับแต่นั้น  แปลกดีนะครับ จนตอนนี้ปี4ยังเรียนห้องเดียวกะมันอยู่เลย)
เธออยู่ห้องถัดไปห้องนึง  บอกตามตรง  ตอนนั้นผมโคตรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรป๊อดครับ   เดินผ่านก็หลบ สบตาก็หลับ  หลับแล้วก็เลยฝันถึง(ซะงั้น)  ไม่ได้ทำอะไรเลยครับ  แค่คุย3-4คำก็เอามาจดได้3-4หน้าแล้ว  แถมวาดการ์ตูนประกอบเป็นฉากๆเข้าไปอีก
เพื่อให้ได้ฟิลลิ่งในตอนนั้นให้ชัดเจน

ตอนนั้นผมเชื่อว่าผมจับอารมณ์ส่วนใหญ่ของตัวเองไว้ในกระดาษ  กระดาษหมดไป60กว่าหน้าในเวลา 4-5 เดือน  สุดท้ายผมก็เลิกเพ้อไปเองโดยยังไม่ได้บอกความในใจเลยด้วยซ้ำหลังจากนั้นมันก็ติดลมฮะ

ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าจะจดถึงความรักข้างเดียวอย่างเดียวอีกต่อไป  แม่งจดได้จดดี  ช่วงไหนชีวิตพีคๆก็จดเยอะ  แต่ถึงไม่พีคผมก็จดเยอะอยู่ดี  ไม่รู้ขยันจดอะไรนักหนา  ตอนไปค่ายลูกเสือ3วัน เขียนไป10กว่าหน้า  ชีวิตมัธยมในหัวผมเลยค่อนข้างชัดเจน  ต่างกับช่วงมหาลัยที่ไม่ค่อยได้จดแล้ว ไม่ได้ไม่ว่างแต่มันขี้เกียจไปเอง  แต่ขืนยังจดเหมือนตอนมัธยมห้องผมคงถูกไดอารี่ถมแหงๆ

ที่เอามาเล่านี่ไม่มีอะไรมากไปกว่าแค่อยากหาเรื่องเขียน my space เท่านั้นเองครับ  จดให้คนอื่นอ่านได้ด้วยมันคงมีสีสันต่างจากจดเองอ่านเองอยู่เหมือนกัน  เพราะเราสื่อสารสองทางได้  ใช่ปะฮะ  ไหนลองดู

ปล. คนที่ผมแอบชอบตอนนั้นชื่อฟูครับ

โพสเมื่้อ 26 Jul 2006

เพลงเปิดตัวน้องเหมียว

เพลงเปิดตัวน้องเหมียว<————คลิกที่นี่เพื่อฟังครับ

เพลงเปิดตัวกีตาร์ใหม่ฮะ  พอเป็นกีตาร์โปร่งแล้วทำให้อยากเล่นให้สดใสขึ้นไปโดยปริยายเลยฮะ

Artist : Natchanok

Artist : Natchanok

น้องเหมียว

โดย Crafter เป็นยี่ห้อที่พี่โอ รักชัย เจ้าสำนักปลาเก๋า และเจ๊ไก่แนะนำมา โดยส่วนตัวอยากได้มาตั้งแต่ไปลูบๆคลำๆที่เกาหลีแล้ว แต่ตอนนั้นใจไม่ถึงแถมขนลำบากต้องขอกัปตันวุ่นวาย  เลยยังไม่ถอยมา ทั้งๆที่ราคาถูกกว่าที่นี่เกือบครึ่ง!!  โดยน้องเหมียว มีลวดลายเหมือนเจ้าเหมียวไม่มีผิด

IMG_7781_resize

ส่วนน้องเน็ด (Ibanez) เป็นกีตาร์ไฟฟ้าคู่บุญตัวแรก ซื้อจากร้านแถวเวิ้ง ประมาณ7,000บาท  ผ่านสมรภูมิโชกโชนกว่า 8 ปี โดนทั้งผมและเจ๊ไก่กระทำชำเรามาตลอดช่วงอายุขัย แต่ก็ยังอึดเสียงหนานุ่มไม่มีตก

IMG_7807_resize

ขณะที่น้องแดง (Horizon) ซื้อต่อจากป้อง41 ในราคาย่อมเยาว์เมื่อ3ปีก่อน  เพื่อใช้อัดเสียงและออกงานในยามจำเป็น คุณภาพเกินราคา (และยังเป็นเบสที่ ขวด Suckseed ใช้อีกด้วย (ว่าแต่มันเป็นใคร?) )

bass horizon

อย่างไรก็ดี  ปกติเวลาเอากีตาร์หรือเบสไปเล่นที่ไหน ผมไม่ได้เรียกเป็นชื่อตามนี้หรอกนะครับ ขนลุก!

IMG_7809_resize

ย้ายสำมะโนครัว

ย้ายจาก spaces.live มาเล่นอันนี้ตามคำแนะนำจากน้องโรส  ยังเล่นไม่ค่อยเป็น เลยจะลองเอาของเก่ามาหากินดูอีกรอบก่อนละกันครับ

เล่าเรื่องผ่านภาพ from 1st June2008- 1st June2009

คิดอยู่เรื่อยๆว่า จะรอบินให้ครบปีก่อน
เมื่อวันนั้นมาถึง  แล้วจึงจะค่อยทยอยเอาเรื่องเด็ดๆที่ตกหล่นจากการจด  มาเล่าย้อนหลัง
วันนี้… คือวันนั้นแหละ…
และวันนี้… ก็พบแล้วว่า…
ถ้าจะทำงั้นจริง  กูต้องมี
1.มีความจำดี
2. มีเวลาคิด
3. มีเวลากลั่นกรอง
4. มีเวลาเรียบเรียง
5. มีเวลาเขียน!! <—–จริงๆ2-5 มันข้อนี้ข้อเดียวเลยนี่หว่า
ซึ่งข้อ1. ก็พอไหว  ส่วนข้อที่เหลือ ซึ่งสรุปง่ายๆว่ามีเวลาเขียนหรือไม่นั้น…
จริงๆแล้วมันมีครับ  …………………………..แต่ไม่เขียน!
โถ่ทำไงได้หละฮะ ก็ผมมัวแต่เอาเวลาไป…
เชียร์จุฬายูไนเต็ด
ทำเพลงให้กางจอ16
เนียนเป็นน้องปี1  ฯลฯ  มีสาระทั้งนั้นเลยใช่มั้ยหละครับ
ในเมื่อสันดานผมเป็นแบบนี้  ทางออกของผมจึงน่าจะเป็นการ จดเหตุการณ์ที่ผ่านมาสดๆร้อนๆเหมือนที่ผ่านมาส่วนใหญ่
แล้วจดให้มันจบด้วย!  ขอแค่นั้นน่ะได้มั้ยตัวเอง (ขอตัวเอง)
แต่ไหนๆก็จั่วหัวไว้แล้ว ไหนๆก็มีอารมณ์จะจดแล้วด้วย  เอาซะหน่อยละกันครับ
1.  12jun08  / Dubai / ดูไบลึงค์

1. 12jun08 / Dubai / ดูไบลึงค์

ตึกมันสะดุดตามากอะค้าบ  มันคอนทราสต์กับทัศนียภาพโดยรอบมากๆ โดยเฉพาะไอ้ตึกข้างๆ!! ถ่ายบนรถขณะนั่งรถออกจากโรงแรมกลับสนามบิน
ทุกวันนี้ยังคงเป็นปริศนา  ว่ามันคือ ตึกอะไร?? (เท่จัง)
2. 24Jun08 / Bangkok / แมวน้ำ

2. 24Jun08 / Bangkok / แมวน้ำ

“จริงๆแล้วแมวน้ำเป็นลูกครึ่งนะ”
“อ้าวเหรอ ครึ่งเกาหลีกับไทยเหรอ?”
“ครึ่งคนครึ่งแมวน้ำ”
นี่คือตัวอย่างบทสนทนาเบสิคๆ กับ แมวน้ำ แอร์การบินไทยสัญชาติเกาหลีที่จะเอาฮาไปไหน
แมวน้ำพูดไทยคล่องปร๋อและกวนตีนขั้นเทพ  (สาบานได้ว่าถ้าเป็นคนไทยคงไม่ตั้งชื่อลูกสาวว่าแมวน้ำ)
ว่างๆผมว่าจะทำหนังสั้นให้แมวน้ำเล่นเป็นตัวเอก  เรื่องมีอยู่ว่า แมวน้ำเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนจากเกาหลีหวังจะมาศึกษาวัฒนธรรมไทย
แต่ดันมาอยู่บ้านhostที่พ่อแม่ไทยบ้าเกาหลีทั้งบ้าน ฉากบ้านจะถ่ายที่เกาหลีซึ่งเป็นบ้านแมวน้ำจริงๆ  ในตอนจบนั้นแมวน้ำได้ผูกพันกับครอบครัวไทยใจเกาหลีอย่างสุดซึ้ง
ทว่าต้องกลับไปยังประเทศตน พ่อแม่รบเร้าจะกลับไปเกาหลีด้วย  แต่ทำแบบนั้นไม่ได้  แมวน้ำจึงเสียสละ อยู่ไทยแทน แต่ด้วยความคิดถึงบ้าน และกลัวพ่อแม่จะผิดหวัง
แมวน้ำจึงเผยแผ่ลัทธิเกาหลีครอบคลุมไปยังทั่วประเทศไทย จนคนไทยละทิ้งวัฒนธรรมดั้งเดิม หันไปเป็นเกาหลีทั้งประเทศ (ฉากเมืองไทยที่กลายเป็นเกาหลีแล้ว จะถ่ายที่เกาหลีจริงๆ)
ส่วนแมวน้ำนั้นรักประเทศไทยมาก จึงหวังจะอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยไว้สืบไป แม้จะเป็นคนสุดท้ายบนแผ่นดินไทยที่พูดภาษาไทยได้ก็ตาม
ชื่อเรื่องคือ The Last Thai   (Inspire จาก วาซาบิ , The Last Samurai)
3. 19Jul08 / Shanghai / ระบำคนบ้า

3. 19Jul08 / Shanghai / ระบำคนบ้า

ณ ถนนนานจิงอันพลุกพล่านในช่วงเย็น  ซุ่มเสียงแซ็กโซโฟนอันอ่อนหวานแหวกบรรยากาศกระทบโสตประสาทชวนให้เหลียวหาแหล่งที่มา
พลันสะดุดตาฝูงจีนมุงขนานใหญ่  ทว่าหาใช่กำลังรุมชื่นชมเสียงอันเสนาะเพราะพริ้งนั้นไม่ กลับเป็นการร่ายรำของชายดูไม่สมประดีเพียงหน่อเดียวที่ตราตรึงมหาชนไว้อย่างชะงัด
เค้าโยก เค้าสะบัด เค้าพลิ้วไหว ไปตามท่วงทำนองดั่งต้องมนต์สะกดพอละไอสัดกูก็บรรยายเว่อไป ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนมันจะมุงอะไรอีตานี่ขนาดนั้น ส่วนคนเป่าแซ็กอยู่บนระเบียงมุมซ้ายบนของภาพ  แต่หลุดเฟรม จบ
4. 20Jul08 / Shanghai / Mama ,  I wanna fly too!

4. 20Jul08 / Shanghai / Mama , I wanna fly too!

สัญลักษณ์ของงานexpo เห็นพี่แกยืนทำตัวฟ้าๆอยู่ทุกมุมเมืองกันเลยทีเดียว  น้องหนูคู่นี้ก็ตกเป็นเหยื่อความฟ้าเข้าจนได้
5.31Jul08 / Soeul /  Granny , gimme Won pls

5.31Jul08 / Soeul / Granny , gimme Won pls

ตามตรอกซอกซอยใกล้ตลาดเมียงดง จะมีเหล่าป้าๆ (ไม่รู้อีกหน่อยwonder girl จะกลายเป็นงี้มั้ย!!) นั่งเอกเขนกรอรับแลกเงินตราต่างประเทศ
ซึ่งให้เรทดีกว่าแลกตามสนามบิน ธนาคาร หรือที่แลกอื่นๆอีกเล็กน้อย ซึ่งถ้าคุณกะจะช้อปให้กระฉูด …อย่าลืม …ป้าช่วยคุณได้!
(โปรดระวัง!  วันอาทิตย์ป้าหยุดทำการ!)
6. 1Aug08 / Inchoen /  Red Field

6. 1Aug08 / Inchoen / Red Field

ทิวทัศน์ชวนฉงนรืมทางระหว่างนั่งรถจากกรุงโซล กลับเข้า อินชอน  ทุ่งหญ้าสีแดงแปลกสะดุดตา ดอกไม้ก็ไม่ใช่  มันเป็นพืชอะไรกันนะ??
7. 9Aug08 / Fukuoka / Beer Land

7. 9Aug08 / Fukuoka / Beer Land

ถ้านึกว่ายุโรปเท่านั้นที่มีเมืองเบียร์  ลองเดินเข้าซุปเปอร์ที่ญี่ปุ่นดูก่อนครับ  ที่นี่เค้าไม่บริโภคเบียร์นอก!!
จากการสังเกตที่เค้าถือๆกระดกกัน ทีเด็ดพี่ยุ่นเค้า น่าจะเป็น Asahi , Supporo  นี่หละฮะ พีคสุด
อาจจะเพราะผมไม่เคยไปยุโรป  เลยตื่นตะลึงกับความคลั่งเบียร์ของบ้านนี้เอามากๆ เพราะพี่แกเล่นเอาเบียร์ผสมไปทั่ว กะผลไม้เอย กะช๊อคโกแลตเอย แผล่บ พุงขยาย
 8. 9Aug08 / Fukuoka / (Any) Japanese Girl (will do)

8. 9Aug08 / Fukuoka / (Any) Japanese Girl (will do)

เรื่องของเรื่องคือไปเที่ยวผับชื่อว่า happy cock  ไอ้เราก็กะว่าแฮปปี้แน่ๆ แต่ความจริงอันโหดร้ายก็คือ ถ้าคุณไม่ใช่ฝรั่ง ไม่ใช่คนดำ
หน้าตาเอเชีย แต่เสือกพูดญี่ปุ่นไม่ได้ หรือไม่ใช่กระทั่งคนเกาหลี  คุณแห้วแดกแน่ครับ!! (ในกรณีที่คุณเป็นคนธรรมดา ไม่หล่อเฉียดพี่ติ๊ก เจษฏา หรือเรย์ แมคโดนัลน่ะนะฮะ)
ออกจากผับมาอย่างกร่อยๆ  จึงขอชักภาพกับสาวญี่ปุ่นไม่รู้หัวนอนปลายเท้าแถวๆนั้นเป็นการปลอบใจอย่างสุดเศร้า ฮือๆๆ
9. 10Aug08 / Fukuoka / Monk Way

9. 10Aug08 / Fukuoka / Monk Way

ผมไม่ได้ให้ตังค์หลวงพี่เค้าหรอก  งก ฮ่าๆ
10. 11Aug08 / Bangkok / Indie AH

10. 11Aug08 / Bangkok / Indie AH

ปิดท้ายกันด้วยภาพนี้ละกันครับ คงไม่ต้องบรรยายอะไร  ไว้พบกันใหม่ฉบับหน้า  สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ ฮ่าๆๆๆๆๆ